× ประกาศนี้ได้หมดอายุลงแล้ว

พระกริ่ง ไพรีพินาศ วัดบวรนิเวศวิหาร ปี 2519

 
รายการภาพ
ส่งข้อความหรือคำถามโปสเตอร์รายชื่อ:*
วันที่ประกาศหมดอายุ
วันที่ลงประกาศ
ชื่อสมาชิก   impimza
  3
ติดตามประกาศ 1 ดูรายการทรัพย์สินอื่น ๆ
คำอธิบาย

พระกริ่ง ไพรีพินาศ วัดบวรนิเวศวิหาร ปี 2519

พระไพรีพินาศ วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งมีผู้ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อครั้งทรงผนวช และทรงครองวัดบวรนิเวศวิหาร

พระกริ่งไพรีพินาศ หนึ่งในพระกริ่งยอดนิยมของวัดบวรนิเวศวิหาร และเป็นพระกริ่งรุ่นแรกที่จำลองแบบพิมพ์มาจาก พระบูชาไพรีพินาศŽ องค์ต้นแบบ ที่มีผู้นำมาถวาย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 4) เมื่อครั้งยังทรงผนวชอยู่ นับที่เป็นที่นิยมสะสมอย่างกว้างขวางในแวดวงนักนิยมสะสมพระเครื่องมาแต่อดีต ปัจจุบันมีค่านิยมสูงและหาดูหาเช่ายากยิ่ง

ในโอกาสที่ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงศ์ สุจิตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 13 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ในปีพ.ศ.2495 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงรับบำเพ็ญกุศลฉลองพระชนมายุถวายเป็นพระราชกุศล มีการประกอบพิธีเททองหล่อพระพุทธปฏิมา เพื่อเป็นทีฆายุมหามงคลแด่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า และจัดสร้างพระบูชาและพระเครื่องนามว่า พระไพรีพินาศŽ อันเป็นพระเครื่องพระบูชาที่จะเป็นเครื่องเตือนสติให้บุคคลพึงกำจัดกิเลส ความหลง อันเป็นไพรีภายในใจตนเอง ประกอบด้วย พระบูชา พระเครื่อง เหรียญ ฯลฯ รวมทั้ง พระกริ่งไพรีพินาศŽ แต่พิธีการสร้างได้ดำเนินการมาถึงปีพ.ศ.2496 

สำหรับ พระกริ่งไพรีพินาศŽ นั้น จะมีพุทธลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ กล่าวคือ เนื้อโลหะที่สร้างพระกริ่ง เป็นเนื้อทองเหลืองที่มีลักษณะพิเศษคือ สีสันของเนื้อทองเหลือง แม้ตกมาถึงปัจจุบันก็ยังคงเป็นสีเหลืองสดใสที่อมเขียวอย่างเจือจางเล็กน้อย เพียงพื้นผิวจะคล้ำลงบ้างเท่านั้นเนื่องจากอายุการสร้างที่ยาวนาน 

นอกจากนี้ กรรมวิธีการสร้างยังจัดสร้างตามแบบ ตำนานพระกริ่งŽ ที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ซึ่งเป็นพุทธศิลปะการเทแบบโบราณ ไม่มีการแต่งผิวหรือแต่งองค์พระ หรือที่เรียกว่า หล่อโบราณŽ คือ หลังจากได้เป็นองค์พระกริ่งที่ฉีดเทียนเรียบร้อยแล้ว นำเทียนพระกริ่งมาแนบติดกับก้านชนวนเทียนพระกริ่ง ซึ่งเป็นก้านยาวประมาณ 1 ฟุตครึ่ง ติดก้านพระกริ่งได้ประมาณ 20-30 องค์ เมื่อตากก้านหล่อเทียนของพระกริ่งจนแห้งเรียบร้อยต้องนำมาพอกด้วย ดินขี้วัวŽ อันเป็นสูตรสำคัญ หรือโบราณเรียกว่า ดินไทยŽ พอกให้หนา จากนั้นดามด้วยเหล็กให้แข็งแรง เสร็จแล้วพอกด้วยดินขี้วัวอีกครั้งให้มีความหนาโดยรอบพระกริ่งประมาณไม่น้อยกว่า 1 นิ้ว นำไปผึ่งลมให้แห้งสนิท รอกรรมวิธีการหล่อโลหะอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น เอกลักษณ์สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ผิวขององค์พระจะปรากฏดินขี้วัวจับอยู่ ซึ่งจะไม่หนาเป็นปึก และจับอยู่ในรูพรุนละเอียดทั้งองค์พระ โดยสีของดินขี้วัวจะเป็นสีเขียวอมดำเข้ม

 

พระกริ่งไพรีพินาศมีทั้งหมด 2 พิมพ์ คือ พิมพ์ฐานบัวเหลี่ยม และพิมพ์ฐานบัวแหลม ซึ่งมีพุทธลักษณะที่เหมือนกันคือ จะมีขนาดเท่ากันทุกองค์ ลักษณะการถอดหุ่นเทียนด้านข้างโดยรอบซึ่งเกิดจากการประกบพิมพ์จะเป็น ตะเข็บ ให้เห็นคมชัด นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นพระกริ่งแบบเทตันแล้วนำมาเจาะอุดเม็ดกริ่งที่ใต้ฐาน ที่ก้นของพระกริ่งจะเป็นรอยตะไบและรอยเสี้ยนอันเกิดจากร่องรอยของการตะไบให้เรียบหลังจากการอุดก้นหลังใส่เม็ดพระกริ่งลงไป อันนับเป็น ตำหนิสำคัญ ของการดูพระแท้อีกประการหนึ่ง

- เม็ดพระศกด้านหน้าเป็นเม็ดกลมโต มี 9 เม็ด 

- พระเนตรจะมีเม็ดตาดำรูปกลมแบน ค่อนข้างนูนต่ำ 

- พระหัตถ์ข้างขวาหงายขึ้น 

- ฐานด้านหลังด้านล่างเป็นตัวหนังสือบุ๋ม ไพรีพินาศ ซึ่งติดคมชัดเจน 

- สัณฐานขององค์พระด้านขวาจะยกสูง ด้านซ้ายทรุดต่ำลงเล็กน้อย

ส่วนความแตกต่างของพระกริ่งไพรีพินาศทั้ง 2 พิมพ์จะอยู่ที่ ฐานบัวŽ ตามชื่อของพิมพ์ คือ บัวเหลี่ยม และบัวแหลม นอกจากนี้ เกสรบัวของ พิมพ์บัวแหลม จะค่อนข้างชัดกว่า และเม็ดพระศกด้านหลังของ พิมพ์บัวเหลี่ยม จะเป็นเม็ดกลมโตเหมือนด้านหน้า 

แต่ พิมพ์บัวแหลม จะไม่ติดเป็นเม็ดกลม

credit  : http://daily.khaosod.co.th 

คำถามและคำตอบ เข้าสู่ระบบตั้งคำถาม

รายการนี้ ยังไม่มีผู้ตั้งคำถาม